ช่วงหลัง ๆ เราได้อ่านคำสารภาพอย่างหมดเปลือกของนักวิจารณ์ภาพยนตร์อย่างคุณจ้อย-นรา
เขียนไม่ออก
ความคิดตีบตัน
ไม่ใช่ฝีมือนักเขียนของคุณจ้อยน้อยลดหดหายไปหรอกนะครับ
แต่เพราะเขา ค้นพบศิลปะชนิดหนึ่ง
และทำให้ตนเอง กลายเป็นคนลุ่มหลง คลั่งไคล้ จนถอนตัวไม่ขึ้น
ศิลปะที่ว่านั้นคือ "จิตรกรรมฝาผนังไทย"
ความลุ่มหลงที่ว่า ถึงขนาดนั่งดูจิตรกรรมฝาผนังได้เป็นวัน
ค้นคว้าเรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังได้เป็นเดือน
จนเบียดเบียนแทรกแทรงหน้าที่การงานเดิม
จนกระทั่งคุณจ้อยค้นพบเรื่องราวและรายละเอียดในชีวิตของอาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์
อาจารย์เฟื้อ ศิษย์เอกของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี อาจารย์เฟื้อผู้มีความสามารถในระดับศิลปินเอกของโลก
แต่ตลอดแทบทั้งชีวิต ท่านกลับละทิ้งความสามารถทางศิลปะร่วมสมัย
ทุ่มเทให้กับ การบูรณะซ่อมแซม คัดลอก ดูแลรักษาจิตรกรรมฝาผนัง
ซึ่งเป็นงานที่หนักหนาสาหัส แล้วน้อยคนจะเห็นคุณค่าของงานด้านนี้
ครั้งหนึ่ง มีการถกเถียงโต้แย้งกัน ถึงการซ่อมแซม บูรณะจิตรกรรมฝาผนังฝีมือครูช่างโบราณ ภายในวิหารหลวงวัดสุทัศน์
ญาติโยมที่บริจาคเงิน รวมถึงท่านเจ้าอาวาส และพระเถระทั้งหลาย ต่างก็ต้องการบูรณะภาพจิตรกรรมให้สมบูรณ์ โดยลบรอยชำรุดแหว่งวิ่นต่าง ๆ แล้วเขียนขึ้นใหม่ให้ครบเต็มทั้งผนัง
ในขณะที่อีกฝ่าย (เช่น อาจารย์วรรณิภา ณ สงขลา) เห็นว่าน่าจะทำเพียงแค่ขั้นตอนรักษาความสะอาด ผนึกชั้นสี และซ่อมแซมพื้นผิวบางส่วนของภาพจิตรกรรม
ส่วนบริเวณที่ชำรุดเสียหายไปแล้ว ควรปล่อยให้เป็นเช่นเดิม เพื่อรักษาหลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะ
จึงเกิดการประชุม เพื่อถกเถียงหาข้อสรุป
อาจารย์เฟื้อ เป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมประชุม และถ้อยคำของท่านก็แทบจะทำให้ผมน้ำตาไหล
"...คือเรื่องจิตรกรรมเป็นศิลปะ ออกมาทางเส้นทางสี พูดกันยากสักหน่อย เพราะโดยมากไม่ค่อยได้ใช้การสังเกต การพิจารณาไม่ค่อยจะรู้กัน ทีนี้จะเปรียบเทียบให้ฟังสักนิด คือเราเข้าใจกันมาก ในเรื่องทางกวี ทางวรรณคดี ทางหนังสือ ที่เราเข้าใจ พอจะเปรียบเทียบได้กระมัง
สมมติว่า มีท่าน เอาละพูดง่าย ๆ ท่านสุนทรภู่ หรือกรมพระปรมานุชิตชิโนรส ท่านเป็นผู้ใหญ่ ท่านเป็นเอกในทางวรรณคดี ในทางกวี เขียนไว้ในสมุด ในหนังสือ หรือในกระดาษข่อยก็ตาม เผอิญมันมีการชำรุด หนูแทะแหว่งไป ไม่สมบูรณ์ เนื้อที่แหว่งไป เราควรไหมที่จะไปเพิ่ม
คุณค่าของคำที่เป็นกวีออกไปนั้น ทุกคำ ทุกถ้อย ทุกตอน ที่มันขาดแหว่งไป เราจะไปเพิ่มได้หรือไม่ อันนี้ก็เหมือนกัน อันนี้มันเข้าขั้นบรมกวี แต่ออกไปทางจิตรกรรมเท่านั้น มันไม่เหมือนกัน ที่หนึ่ง ๆ วัดหนึ่ง ๆ ที่เห็น มีคุณค่าไม่เท่ากัน ที่มันไม่มีคุณค่าเลยก็มี อันนั้น ทำใหม่ก็ได้ล้างเสียเลย
ทีนี้ขั้นที่ยอดสุดเป็นบรมกวีนั้น จะไปกระทบไม่ได้ จะแหว่งก็แหว่งไป ที่เหลือนั้นแหละเป็นประโยชน์มากสำหรับคนรุ่นหลังที่มีความรู้และความคิด จะได้ศึกษาต่อไป เป็นประโยชน์แก่เขา หรือถ้าเราไปเพิ่ม มือใครจะถึง ถึงกวีอีกคน ก็ทำไม่ได้ คนหนึ่งก็อย่างหนึ่ง เพิ่มเข้าไปเหมือนทำลาย และสิ่งที่เป็นคุณค่าศิลปะสูง ๆ เมื่อตายไปแล้ว ไม่มีทางกลับ.."
ความจริงแล้วเรื่องราวของอาจารย์เฟื้อ ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อตามทีผมคิดไว้เมื่อแรกเริ่มเลยสักนิด
ยิ่งเมื่อบวกรวมกับสำนวนภาษาอันอ่านง่าย อ่านสนุกของคุณนราด้วยแล้ว "ยังเฟื้อ" ถึงกับวางไม่ลงในบางช่วงบางตอนอยู่เหมือนกัน
ชีวิตของอาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ ควรค่าแก่การยกย่อง ไม่ว่าจะมองในมุมไหน
"เวลา 04.45 น. วันที่ 19 ตุลาคม 2536 ศาสตราจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ ศิลปินชั้นเยี่ยม, ศิลปินแห่งชาติ, ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาจิตรกรรม และราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ได้ถึงแก่กรรมด้วยภาวะติดเชื้อจากแผลกดทับและเส้นโลหิตในสมองตีบ"
วาณิช จรุงกิจอนันต์เขียนถึงเหตุการณ์นี้ว่า
"การสูญเสียอาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ เป็นการสูญเสียที่ใหญ่หลวงสำหรับแวดวงศิลปะในเมืองไทย และเป็นการสูญเสียที่ใหญ่หลวงสำหรับคนไทยทั่วไปโดยส่วนรวม แม้ว่าคนไทยทั่วไปโดยส่วนรวมอาจจะไม่ค่อยรู้สึก"
ขออนุญาตยกถ้อยคำของอาจารย์เฟื้อท่านมาปิดท้าย
ถ้อยคำที่บ่งบอกได้ถึงทั้งความตั้งใจ ความใส่ใจ และหัวใจอันยิ่งใหญ่ ตลอดชีวิตที่ท่านทุ่มเทให้กับการอนุรักษ์ศิลปะไทย
"สิ่งที่เราเสียไปแล้วมันก็กลับไม่ได้ สิ่งที่ยังอยู่เราควรรักษาให้อยู่นานเท่านาน มีหลักเท่านี้แหละ"