http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/924/2924/images/commit.jpg



- ผ่านพบไม่ผูกพัน ของคุณเสกสรรค์ ประเสริฐกุล อยากอ่านมานานแล้วครับ เล่มนี้ได้มาจากพี่ชายคนนึงที่แลกหนังสือกันอ่านครับ ความจริงแลกกันตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ผมเพิ่งอ่านจบเมื่อไม่กี่วันนี่เอง (ไม่ใช่อันใดอื่นเลยนอกจากคำว่าขี้เกียจ) ,เล่มที่ผมให้เขาไปคือ Open Diary ของคุณวรพจน์ พันธุ์พงศ์ ครับ ก็ถือเป็นหนังสือดีอีกเล่มเหมือนกัน

- บทความในเล่มเป็นการรวบรวมมาจากคอลัมน์ 'ผ่านพันจึงค้นพบ' ในนิตยสาร Travel Guide ที่แต่ละบทนั้นสั้น ๆ และค่อนข้างกระชับ ทว่าก็อัดแน่นไปด้วยมุมมองความคิดที่ลึกซึ้ง มีประเด็นระหว่างบรรทัดมากมายให้คนอ่านเก็บเอาไปคิดใคร่ครวญต่อได้มากมาย

- "อาศัยแสงสุดท้ายของทิวาวารเป็นฉากหลัง เพียงท่านเหลียวไปพบว่าตัวเองมิได้เหม่อมองตะวันลับฟ้าอยู่โดยลำพัง ใครอีกคนที่บังเอิญอยู่ตรงนั้นก็ได้รับไมตรีจิตไปมากแล้ว หรือท่ามกลางสายลมที่กรีดเฉือน หากมีเพศอื่นมองท่านสั่นสะท้านด้วยแวงตาอาทร บางทีท่านอาจเริ่มชิงชังชีวิตสันโดษขึ้นมาบ้างเล็กน้อย"

- ไม่แปลกใจว่าทำไมจึงมีคนยกย่องงานเขียนของคุณเสกสรรค์มากขนาดนี้ นอกจากศิลปะในการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านทักษะทางภาษาที่เหนือชั้นแล้ว งานเขียนของคุณเสกสรรค์เหมือนพาผู้อ่านไปสัมผัสแง่มุมต่าง ๆ ของชีวิต ทั้งความรัก ความดีงาม ความสงบ รวมถึงชวนให้มองบางมุมที่ต่างออกไปอย่างความทุกข์หรือความเกลียดชัง ด้วยท่าทีที่สุขุม นุ่มนวล

- ชอบวรรคเหล่านี้ 'คนเราเกิดมาในโลก แท้จริงแล้วจะมีเพื่อนร่วมทางสักกี่คน ส่วนใหญ่ที่สุดก็เป็นเพียงคนข้างทางของกันและกัน'

- 'คนเราส่วนใหญ่ใช่หรือไม่ว่าทุกข์ร้อนอยู่กับเรื่องเก่าๆที่ผ่านมาเสียกว่าครึ่ง อีกทั้งกังวลกับเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น อีกกว่าค่อน จนแทบไม่เหลือพื้นที่ว่างให้กับห้วงยามความหมายที่ปรากฏขึ้นในเบื้องหน้า'

- 'คนเรา หากไม่พลัดพรากจากกัน ก็ไม่อาจประเมินค่ากันและกันได้'

- ผ่านพบโดยไม่ผูกพัน บางที อาจลึกซึ้งยั่งยืนกว่าร้อยหัวใจเข้ากับทุกอย่าง ด้วยโซ่ตรวนที่มักตั้งชื่อผิด ๆ ว่า " ความรัก "

- อ่านเล่มนี้จบ ก็คิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะหยิบเล่มอื่น ๆ ของคุณเสกสรรค์มาอ่านได้สักที


.




- นกของพระเจ้า รวมงานสารคดีฝีมือการเขียนของนราวุธ ไชยชมพู ได้มาจากงานหนังสือ บูธ Open ฮะ 50 บาท

- ประกอบไปด้วยบทสัมภาษณ์เข้มข้น 7 ชิ้น ซึ่งแต่ละชิ้นไม่ใช่แค่น่าอ่าน แต่ยังอ่านสนุกเอามาก ๆ ไม่ใช่แค่ตั้งคำถามดีเท่านั้น นราวุธมีศิลปะในการเรียบเรียงและฝีไม้ลายมือการเขียนก็มีชั้นเชิง

- ที่เราชอบคือการสัมภาษณ์อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ซึ่งในตอนนั้นคุณเจ้ยยังไม่ได้รับการยอมรับเท่าวันนี้ นราวุธถามว่า 'ทำไมหนังของคุณมักได้รับทั้งเสียงชมและเสียงด่า' อภิชาติพงศ์ตอบว่า 'ถ้าชมหมดก็เป็นหนังที่ไม่ดีแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะเอาใจทุกคน ผมไม่ทำหนังแบบนั้นอยู่แล้ว ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่มีศัตรูเลย คุณก็เป็นคนที่น่าสงสัยแล้ว หนังก็เหมือนคน มีบุคลิกของตัวเอง ซึ่งมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ แล้วมันทำให้คนคนนี้น่าสนใจมากกว่าคนที่ได้รับแต่การชื่นชมบูชา' ก่อนจะตบท้ายว่า 'ศิลปะที่ดีต้องมองได้หลายมุม'

- ที่ชอบอีกคนก็คือคุณตุล อพาร์ทเมนท์คุณป้า ตุลบอกว่า 'จะมีสักกี่คนที่กล้ายอมรับความจริงว่าตัวเองเป็นยังไง แล้วเปิดเผยออกมา หลายคนกลัวคนอื่นไม่ยอมรับ ทุกคนเกลียดกลัวการปฏิเสธ ต้องปิดบังบางอย่างไว้จนไม่มีความสุข'

- ซึ่งเราว่าเก่ง คนสัมภาษณ์ต้องเจ๋ง ถึงจะดึงสิ่งเหล่านี้ออกมาจากปาก จากตัวตนผู้ให้สัมภาษณ์ได้

- นกของพระเจ้า เริ่มต้นด้วยการที่นราวุธพาเราไปทำความรู้จักกับชีวิตพริตตี้ ต่อด้วยผัวเมียวัยรุ่นนักศึกษาที่ใช้ชีวิตอยู่อาศัยด้วยกัน และหญิงคนหนึ่งที่ลาออกจากวิถีชีวิตเงินตรา ไปอยู่กับความสงบที่ปาย (ตอนนี้คงไม่สงบแล้วแหละ 555)

- ความสนุกของการอ่านงานเขียนในอดีตคือ ได้มองว่าผู้คนในวันวัยนั้นเขาคิดเห็นกันอย่างไร ซึ่งประทับใจมาก เพิ่งอ่านบทสัมภาษณ์พี่ตุลใน Way ไปเหมือนกัน

- คืองี้ฮะ บทสัมภาษณ์เก่า ๆ มันเป็นเหมือนสิ่งที่บันทึกเหตุการณ์ ความคิดเห็น ความในใจ ในช่วงเวลาหนึ่งเอาไว้ ซึ่งในขณะที่วันและวัยของเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว พอเราย้อนกลับไปอ่านก็อาจจะเป็นได้ทั้ง 'เขาเปลี่ยนไปเยอะ' 'เขาไม่เปลี่ยนเลย' ซึ่งมันไม่มีอะไรถูกผิดฮะ มันแค่บอกเราว่า ความคิด ณ ขณะนั้น ของเขาเป็นอย่างไร ก็เท่านั้นเอง

- ผมชอบโมเมนต์แบบนี้ ตอนที่ได้เห็นว่า ก่อนที่เขาจะเติบโตมาเป็นเช่นวันนี้ เขาเป็นอย่างไรในตอนนั้น

- บางเรื่องผมก็คิดเหมือนในอดีต บางครั้งผมก็เห็นแย้งไปอย่างสุดขั้ว ทั้งที่ผมและผมก็คือคนเดียวกัน เพียงแต่ต่างวันและวัย

- อีกคนที่ชอบคือ คุณฮาเมอร์ ซาลวาลา ครับ 'มีคนพูดดักคอว่า เพราะคุณไม่มีความสำเร็จ เลยโวยวาย โอเค-ผมจะทำ แต่ผมไม่เชื่อความคิดนี้ ไม่ว่าขี้เหล้าคนไหนก็ตามพูดเรื่องสิทธิของตัวเองขึ้นมา ถ้าเรื่องที่พูดมันจริง เขาก็มีสิทธิ์ โดยที่เขาไม่ต้องมีความสำเร็จอะไรในชีวิต'

- นราวุธถ่ายทอดเรื่องราวของแต่ละคนได้ดีมาก ๆ ครับ คุ้มค่า 50 บาทจริง ๆ น่าเสียดาย ตอนนี้ไปอยู่ที่ไหนไม่รู้ ไม่ได้ยินชื่อนานแล้ว ใครพอรู้บอกด้วยฮะ



ผมรู้สึกว่าการทำสารคดีคล้ายกับการเรียนหนังสือ
คนให้สัมภาษณ์เปรียบเสมือนคุณครู
สถานที่และบรรยากาศเทียบได้กับห้องเรียน
แล้วสารคดีที่เขียนขึ้นก็คือรายงาน โดยมีผู้อ่านที่เคารพรักเป็นคนตรวจให้คะแนน
นอกรั้วสถาบันการศึกษายังมีเรื่องราวอีกมากมายให้เรียนรู้
อาจไม่ใช่ข้อมูลเชิงวิชาการ แต่เป็นประสบการณ์ที่บ่มเพาะจากขวากหนามของชีวิต
 
- จากหน้า 180.




- 20 คำทำไม่ได้ เป็นหนังสือทำมือของคุณแชมป์ ทีปกร วุฒิพิทยามงคล ที่พิมพ์จำนวนจำกัด วางขายในงาน a book fair ครั้งที่ผ่านมา ซึ่งแน่นอนว่ามีหลายคนที่พลาดไป รวมถึงผมฮะ (เพราะไม่ได้ไป 555)

- อย่างไรก็ตาม คุณแชมป์ได้ปล่อยไฟล์ให้โหลดไปอ่านกันฟรี ๆ แล้วเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ต้องขอขอบคุณด้วยฮะ เพราะที่จริงแล้วก็เป็นหนังสือที่เขียนสนุกใช้ได้เลยเหมือนกัน ถ้าจะพิมพ์ขายอีก ก็คงไม่คนสนใจซื้อไม่น้อย

- 20 คำทำไม่ได้ ว่าด้วยคำธรรมดาทั่วไป 20 คำ ที่เราต่างพูดกันอยู่ในชีวิตประจำวัน เป็นคำที่ยังไง ๆ เราก็ทำตามที่พูดไปไม่ได้ พยายามเท่าไหร่ก็ทำไม่ได้ดังที่ใจหวังสักที


- คุณแชมป์เขียนโดยอิงจากประสบการณ์ส่วนตัวในชีวิตเป็นหลัก ดังนั้นมันจึงมีบางคำที่อาจไม่ตรงไม่เหมือนกับชีวิตคนอ่าน เช่นการประหยัดน้ำตอนใช้ชักโครก หรือการกินผัก แต่บางอันนี่ก็ตรงจังเลย ประสบการณ์ร่วมสุด ๆ เช่นการบอกว่าจะออกกำลังกาย หรือจะพักผ่อนให้มากกว่านี้ สองอันนี้คิดว่าไม่ใช่ตรงแค่กับชีวิตเรา แต่โคตรจะใช่กับอีกหลาย ๆ คนเลยก็ว่าได้


- อันที่เราเจ็บจี๊ดก็คือการถูกคนถามประมาณว่า 'จำเราได้ไหม' หรือมีคนที่เคยรู้จักมาทักทาย แล้วเราดันจำเขาไม่ได้ ซึ่งทั้งจริงและเจ็บ เพราะเราเป็นคนที่จำชื่อใครได้ยากมาก อันนี้ทำไม่ได้จริง ๆ


- โดยรวมก็เป็นหนังสือที่อ่านแล้วกระตุ้นเตือนตัวเองได้ดีเหมือนกัน คล้าย ๆ ตอน 100 ขั้นตอนสู่ความล้มเหลวเลยฮะ แต่อันนี้จะสั้น กระชับ อ่านเพลิน


- โหลดไฟล์หนังสือ มาอ่านได้ที่  https://docs.google.com/file/d/0BzW9h18811zCOUdkX1lSUXBTajg/edit?pli=1  ครับ

ขอบคุณไปยังคุณแชมป์ด้วยครับผม หนังสือสนุกดีฮะ




- ปีหลัง ๆ มานี้จึงไม่ได้ตั้งใจตั้งเป้าหมายอะไรให้ตัวเองเป็นพิเศษ เพราะรู้ซึ้งแล้วว่า เป้าหมายที่ตั้งในวันปีใหม่ มักเชื่อถือไม่ได้ และเรียนรู้ว่า จะทำอะไรก็ไม่ต้องรอฤกษ์ ไม่ต้องวาดเป้าว่าชั้นจะนั่นจะนี่ ทำไปเลยน่าจะดีกว่า (หน้า 47)



    - หยิบ "ที่โรงภาพยนตร์ไกลบ้านคุณ" มาเขียนถึงแล้วก็เลยนึกได้ว่า เออ ซื้อ "ฮ่องกงกึ่งสำเร็จรูป" มาดองไว้ประมาณห้าร้อยปีแล้วนี่หว่า อืม งั้นก็หยิบมาอ่านหน่อยละกัน

    - เล่มนั้น เต๋อ-นวพล ไปเบอร์ลิน ส่วนเล่มนี้ไปฮ่องกง

    - มีบล็อกเกอร์คนหนึ่งที่เรารู้จัก เคยใช้เล่มนี้นำทาง ตอนไปเที่ยวฮ่องกง


    - ในด้านลีลาการเขียนนี่ต้องบอกว่าเขายังเป็นคนที่เขียนสนุกสำหรับเราอยู่ คือมันจะมีลีลาการบอกเล่าที่ทำให้อ่านสนุกน่ะฮะ เช่น ผมไม่แน่ใจว่า เฮียแกด่าผมว่าอะไร แต่จับได้คลับคล้ายคลับคลาจากภาษามือของแกได้ว่า 'เฮ้ย ไอ้เด็กเหี้ย กูเจ้าของร้านยืนอยู่นี่ มึงกล้าถ่ายรูปร้านกูต่อหน้ากู แถมไม่ขอสักคำเลยเหรอ'


    - แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเอาไปเปรียบเทียบกับเมื่อตอนพี่เขาไปเบอร์ลิน คือ หนึ่ง ตอนนั้นเขาไป ตปท. ( ต่างประเทศ ) คดคร. ( คนเดียวครั้งแรก-มึงจะย่อทำไมเก้ ) แต่กับเล่มนี้ เขาเริ่มจะช่ำชองเชี่ยวชาญมากขึ้น ความสดที่ได้จากการลองผิดลองถูกก็ลดน้อยถอยลงไป คือ การลองผิดถูกประเภทเดินไปแบบไม่รู้ทางมันก็ยังมีอยู่แหละ แต่พี่เขาเริ่มจะมีประสบการณ์มากขึ้น


    - อีกอย่างคือ การไปฮ่องกงครั้งนี้มันคือไปเที่ยวกับสถานที่ ซึ่งต่างจากครั้งเบอร์ลินที่ไปร่วมโปรแกรมของเทศกาลหนัง ซึ่งสำหรับเรา สถานที่มันมีเสน่ห์น้อยกว่าคนนะ สำหรับเรา ส่วนที่สนุกในเล่มนี้ไม่ใช่ตอนที่ไปแกลเลอรี่ หรือพิพิธภัณฑ์ แต่เป็นตอนที่แฟรงค์พาไปตามรอยโลเคชั่นในหนัง Chungking Express มากกว่า มันเป็นการมีปฏิสัมพันธ์กับคนที่มีเลือดเนื้อจริง ๆ น่ะ เราเห็นความเป็นฮ่องกงได้ชัดเจนจากตอนที่เต๋อบรรยายความเป็นอยู่แบบแออัดในอพาร์ตเมนต์ มากกว่าที่จะเป็นถนนหนทาง หรืออาคารสูงใหญ่ใด ๆ


    - อย่างไรก็ตาม ด้วยการลองถูกลองผิดของพี่เต๋อ ก็ทำให้เราได้เห็นวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ หรือว่าสิ่งแวดล้อมของฮ่องกงได้พอสมควร และมันอาจจะมากกว่าที่ไกด์บุ๊คเล่มไหนจะให้ได้ด้วยซ้ำ แล้วเรายังประทับใจมาก ๆ กับการที่เขาตั้งโจทย์กับตัวเองว่าตลอดระยะเวลาที่อยู่บนเกาะ จะไม่กินอาหารซ้ำกันโดยเด็ดขาด สนุกดี


   
   
    - การใช้หนังสือท่องเที่ยวเป็นไกด์นำทางชีวิตมันก็ไม่ดีอยู่อย่างหนึ่งคือว่า มันจะเฉลยความลับของทุกซอกมุมในสถานที่ที่เรากำลังจะไป
http://rubino.exteen.com/images/alonehandbook.jpg
 
 

- ได้มาในราคาประมาณร้อยกว่าบาท, ปกสวยดี (ฝีมือพี่หมี จิรณรงค์) แล้วก็ชอบตัวหนังสือคุณต๊ะ จักรพันธุ์ เผ่าจ้าวอยู่แล้วด้วย
   
- แม้ชื่อจะเป็นคู่มือ แต่เอาเข้าจริงนี่เป็นบันทึกการอยู่คนเดียวเสียมากกว่า บันทึกประสบการณ์ ชีวิตที่ผู้เข