63.mailbox - โตมร ศุขปรีชา

posted on 22 Dec 2011 13:56 by linkable  in recommend
สวัสดีครับ คุณโตมร
 
ความจริงแล้วผมรู้จักคุณในบทบาทของนักเขียนและบรรณาธิการมาเป็นเวลาพอสมควรเหมือนกันนะครับ แต่เหตุที่เพิ่งจะมาเขียนจดหมายถึงคุณเอาในตอนนี้ ก็เป็นเพราะเพิ่งได้อ่านหนังสือของคุณเล่มหนึ่งมาน่ะครับ
 
เล่มนั้นก็คือ Mailbox
 
 
 
เผื่อคุณจะจำไม่ได้ เล่มนี้เป็นการรวมบทความที่คุณเขียนในรูปแบบจดหมายถึงบุคคลต่าง ๆ
 
ความจริงแล้วนี่เป็นรูปแบบการเขียนที่ไม่ได้ใหม่อะไรเลย นักเขียนนามอุโฆษทั้งหลายก็เคยใช้กันมาแล้วทั้งนั้น
 
แต่มันวัดกันที่ตรงนี้ล่ะครับ เพราะคุณสามารถสร้างลักษณะ สร้างรูปแบบทางการเขียน คิด วิเคราะห์ของตัวเองในงานเขียนชิ้นนี้ได้อย่างน่าสนใจทีเดียว
 
ลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ.
 
ผมไม่รู้ว่าคุณจะสื่ออะไรครับ !
 
ใช่ครับ, คุณเขียนเหมือนเป็นการเขียนเล่นไปเรื่อยเปื่อย จับต้องหรือหาสาระประเด็นอะไรไม่ค่อยได้ นึกอยากจะหยิบยกเรื่องอะไรมาก็เล่าทันที โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย
 
นี่ล่ะครับ คุณโตมร ที่ทำให้ผมชอบ
 
เพราะเมื่อถึงช่วงขณะหนึ่ง กลายเป็นว่าอยู่ ๆ คุณก็ตบแตะประเด็นเหล่านั้นให้กลับมาเข้าที่เข้าทาง ให้ข้อคิด ตั้งคำถาม ชี้ปัญหามากมาย ทิ้งค้างให้เป็นเครื่องหมายคำถามในหัวคนอ่าน
 
หรือการเลือกบุคคลที่จะเขียนถึง ดูเหมือนคุณทำได้สำเร็จเลยล่ะครับ กับการแนะนำคนที่คนอ่านไม่รู้จักอยากกระจ่างชัดเจน ทั้งคนชับรถตู้ คนขับแท็กซี่ และอีที !
 
หยิบเอาแง่มุมที่น่าครุ่นคิดมาแสดงให้เห็น
 
เอาแค่คำพูดของมารี คูรี ในคำนำ ก็น่าประทับใจแล้วครับ
 
One never notices what has been done; one can only see what remains to be done.
 
 
 
 
คุณโตมรครับ ผมเสียใจจริง ๆ ที่จะต้องบอกคุณว่า หนังสือเล่มนี้ ผมได้มาจากการลดราคา ในงานสัปดาห์หนังสือที่ต่างจังหวัดครับ
 
เล่มละ 50 บาท (จาก 125)
 
ด้วยเหตุนี้ ด้วยรู้สึกผิด ผมจึงต้องหยิบหนังสือคุณมาเขียนถึงในบล็อกไปด้วยในตัว คุณคงไม่ว่ากันนะครับ ถ้าผมจะยกย่องหนังสือเล่มนี้สักหน่อย
 
เพราะมันดี และมีคุณค่าจริง ๆ ครับ.
 
- The early bird gets the worm. The late worm gets to live.
 
- Driving with one foot on the gas and one foot on the brake will get you nowhere fast.
 
- There are no stupid questions, just stupid people.
 
- The trouble with being punctual is that nobody's there to appreciate it.
 
- Not one man in a beer commercial has a beer belly.
 
- If you can't see the bright side of life, polish the dull side.
 
- If all else fails, lower your standards.
 
- Diarrhea doesn't care who your parents are.
 
- Whenever someone offers you a mint, take it.
 
- คำ ต่อให้คมแค่ไหน ก็ไม่ใช่ของวิเศษ เหมือนมีด ต่อให้คมแค่ไหน ถ้าวางเอาไว้เฉย ๆ หมูบะช่อก็ไม่เกิดนะครับ ต้องหยิบมันมาสับ หั่น ฝาน ซอย ของอร่อยจึงปรากฏขึ้นมา
 
 
 
 
 
- เรื่องความรัก เท่าที่ผมประสบมาตลอดชีวิต ผมคิดว่าควรให้มันเหมือนโบนัส ถ้าเราเป็นแก้ว แก้วนั้นต้องเต็มอยู่แล้ว โบนัสคือหยอดน้ำหวานลงมาในแก้ว นั่นคือความรัก ไม่ใช่ตัวมึงครึ่งแก้วแล้วเอาความรักมาเติมอีกครึ่งแก้ว อยู่ด้วยกันเมื่อไหร่ถึงจะเต็มแก้ว คราวนี้พอไม่มี หรือไม่ได้อยู่ด้วยกัน มึงเหลือครึ่งแก้ว รู้สึกขาดตลอดเวลา ผมไม่เข้าใจ ของผม ไม่ว่าจะอยู่ด้วยกันหรือจากกัน ผมเต็มแก้วตลอด ผมไม่ชอบคุยโทรศัพท์ด้วยไง ไม่เห็นหน้า ไม่โดนตัว ไม่ได้จับแขน

- สำหรับผม คำว่า ‘เห็นแก่ตัว’ ไม่นับว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะถ้าผมไม่เห็นแก่ตัว แล้วใครจะมาเห็นแก่ผม ตอนกูเกิด กูเกิดมากับมึงหรือ โอเค โดยความหมายมันไม่หยาบขนาดนั้น หรือตัวใครตัวมันขนาดนั้น และยิ่งพูดแบบนี้ยิ่งดูไม่แคร์ แต่มันเป็นข้อเท็จจริงของชีวิต ถ้าแบบนี้เรียกว่าเห็นแก่ตัว คนส่วนใหญ่เห็นแก่ตัวในความหมายนี้ ผมว่าโลกเราจะสวยงามกว่านี้อีกเยอะเลย มันจะสงบ สันติกว่านี้เยอะ

- ทำไม กินข้าวคนเดียวมันผิดตรงไหน กินด้วยความรู้สึกที่ไม่มีปมด้อย ดูหนังคนเดียวผิดยังไงหรือ ทุกคนควรทำให้ได้เป็นปกติ แล้วถ้าวันไหนมากินด้วยกัน ก็เป็นโบนัส สนุกมาก ทำไมไม่คิดแบบนี้ มันยากนักหรือ
 
- ผมไม่ชอบการแข่งขัน เป็นนักกีฬานะ สิ่งเดียวที่ผมอยากทำคืออยากเล่นดีๆ จังหวะดีๆ แพ้ยังไม่เสียใจถ้าเล่นได้สนุก จังหวะดีฉิบหาย ลูกนั้นทำได้ไงวะ แฮปปี้แล้ว ไม่ต้องชนะก็ได้ เหมือนทำหนัง ผมทำด้วยความรู้สึกนั้นจริงๆ เชื่อไหม ต่อให้ชนะ แต่เล่นห่วย ผมก็ไม่มีความสุข
 
- หนังเก่า ๆ พวกนี้ เหมือนภาพเขียนปิกัสโซ ทุกวันนี้ยังมีคนจำนวนมากดูรูปปิกัสโซอยู่เรื่อยๆ ผมดูหนังในโรง หนังแผ่นไม่เคยดู ดูไม่จบหรอก ไปกินกาแฟ ไปดูบอลดีกว่า หนังแบบนั้นไม่เหมาะกับสื่อยุคนี้ ต้องฉายจอใหญ่ๆ เท่าควาย ในที่มืดๆ ที่ไปไหนไม่ได้ และจะมีความสุขมาก ผู้กำกับรุ่นนั้นทำหนังเพื่อมาฉายในโรง ดูวิดีโอไม่ได้ จังหวะการดำเนินคนละเรื่อง จอเล็ก-จอใหญ่มีผลมาก
 
- โลกนี้ไม่ได้ถูกแบ่งโดยเชื้อชาติและภาษาอีกต่อไปแล้ว มนุษย์ไม่ได้ถูกแบ่งโดยผิวพรรณและพาสปอร์ต แต่แบ่งโดยรสนิยม กับ ทัศนคติ เพื่อนผมที่เป็นศรีลังกา อินเดีย เขาก็ฟังเพลงแบบที่ผมฟัง อ่านหนังสือที่ผมอ่าน รสนิยมต่างหากที่แบ่งมนุษย์ตอนนี้

- ทุกคนมี 24 ชั่วโมงเหมือนกัน ร่างกายเริ่มมาเหมือนกัน ถ้าเราไม่พิการ มีหัวใจอันหนึ่ง มีความแข็งแรงเท่านี้ มีม้าม ตับ ฟังก์ชั่นไป แล้วจะสร้างอะไรเยอะแยะทำไม วิ่งพล่านเป็นหนูติดจั่นเพื่ออะไร ออกรถใหม่ทำไม ไม่มีเงิน เปิดบริษัททำไม

- ผมไม่เห็นประโยชน์ของการดูดวง ผมมาถึงตรงนี้ก็เพราะรับผิดชอบ เศร้าก็จ๋อย ดีก็เฮไปพักหนึ่ง ชีวิตก็คงแบบนี้

- การมองโลกในแง่ร้ายไม่ดีหรอก และเอาเข้าจริงผมไม่ได้มองโลกในแง่ร้าย ผมมองเรียลิสติก แต่โลกมันร้าย ผมไม่ได้มองร้ายกว่าที่มันเป็น ผมว่าคนทั่วไปนั่นแหละมองมันดีกว่าที่มันเป็น ข้อสำคัญ การมองโลกแง่ร้าย ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกไม่ดี

- คนเราต้องมีความสุขจริง ๆ หรือ

 

 

 

* ในเล่มยังมีอีกเยอะเลยครับ

 
- เสรีภาพกับอิสรภาพ เมื่อเราเข้าใจมันจริง ๆ ข้อห้ามต่าง ๆ ก็ไม่จำเป็น
 
- เป้าหมายถูกแต่วิธีการผิดก็คือเป้าหมายที่ผิด
 
- ความรู้คือประตูเปิดโลก ความรักคือหน้าต่างเปิดหัวใจ
 
- หากทุกคนปฏิเสธให้เงินขอทาน ไม่ว่าจะดูน่าสงสารเพียงไร ขอทานก็จะหายไปจากประเทศในชั่วข้ามคืน โดยไม่ต้องใช้กฏหมายใด ๆ
 
- คำขอโทษอาจมาช้า แต่ไม่เคยสายเกินไป
 
- คนเขลาเลือกที่จะเงียบ คนตาบอดเลือกที่จะลืม คนขลาดเอ่ยคำแก้ตัว
 
- ความเป็นผู้หญิงมิได้อยู่ที่เส้นโค้งเส้นเว้าของเรือนร่าง หากอยู่ที่เส้นหยักบนสมอง
 
- หากอยากก้าวไปสู่มรรคาใหม่ ก็ต้องรู้จักคิดต่าง และกล้าคิดต่าง
 
- ปัญหาที่น่ากลัวกว่าการสูญพันธุ์ของหนังสือกระดาษคือการสูญพันธุ์ของนักอ่าน
 
- การถกเรื่องจำนวนบรรทัดที่คนไทยอ่านเป็นการเกาไม่ถูกที่ตัน เราเสียเวลาไปนับจำนวนบรรทัดจนลืมไปว่า สิ่งที่สำคัญกว่าจำนวนบรรทัดคือคุณภาพของหนังสือที่อ่าน และคุณภาพของนักอ่าน
 
ผมพบว่าผมเริ่มชอบตัวหนังสือของคุณวินทร์ เลียววาริณ มากขึ้นเรื่อย ๆ
 
ตัวหนังสือของเขามีเสน่ห์บางอย่าง. อันน่าประทับใจ.
 
งานอย่าง ฝนตกขึ้นฟ้า หรือ สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน ทำให้ผมต้องอึ้งกับความสามารถในการผูกเรื่อง เรียงร้อยถ้อยคำของเขา
 
งานอย่าง ปลาที่ว่ายใน/นอกสนามฟุตบอล ทำให้ผมต้องทึ่งกับความพยายามอุตสาหะในการค้นคว้าข้อมูลอย่างหนักหน่วง
 
งานอย่าง เดินไปให้สุดฝัน หรือ เบื้องบนยังมีแสงดาว ทำให้ผมต้องชื่นชมซ้ำแล้วซ้ำอีก ตัวหนังสือของเขามีพลัง สามารถจุดไฟในตัวคน ปลุกพลังในตัวตนอย่างได้ผล
 
 
 
มังกรเซน ก็เช่นกัน
 
เป็นหนังสือที่นำเสนอประวัติศาสตร์เซน ผ่านประวัติและเรื่องราวของปรมาจารย์เซน
 
คนสำคัญระดับ 'มังกร'
 
คุณวินทร์ถ่ายทอดเรื่องราวที่ยากแก่การตีความออกมาได้ละเอียด ย่อยจนสามารถเข้าใจง่าย
 
ตั้งแต่เรื่องราวอาจารย์เซนยุคแรก ๆ อย่าง พระโพธิธรรม, หงเริ่น, ฮุ่ยเหนิง มาจนถึงมังกรเซนญี่ปุ่นอย่างท่านฮาคุอิน, นันอิน, บันเค โยตาคุ, กระทั่งยุคปัจจุบันอย่างท่านติช นัท ฮันท์
 
 
 
แถมยังมี 'กระ zen กระสาย' ที่หยิบยกนิทานหรือแง่มุมต่าง ๆ ของเซนมาถ่านทอด
 
ทันซัน อาจารย์เซน สอนปรัชญาในมหาวิทยาลัยจักรวรรดิญี่ปุ่นในสมัยเมจิ
 
ทันซันกับเอคิโดเดินทางไปด้วยกันตามทางที่เต็มไปด้วยโคลน ขณะที่ฝนยังคงเทหนัก
 
ที่หัวโค้งทั้งสองพบหญิงสาวโสภานางหนึ่งในชุดกิโมโนไหมและผ้าคาด ไม่สามารถข้ามผ่านสี่แยกนั้นได้
 
ทันซันเอ่ยเบาๆ กับสตรีนางนั้นว่า 'ขอให้อาตมาช่วยเถิด'
 
ว่าแล้วก็อุ้มหญิงสาวคนนั้นข้ามหล่มโคลนไปยังอีกฟากหนึ่ง
 
เอคิโดตะลึงที่เห็นภาพนั้น แต่ไม่เอ่ยพูดสักคำ
 
 
 
จนกระทั่งคืนนั้น เมื่อทั้งสองไปถึงวัดแห่งหนึ่ง ก็อดทนต่อไปไม่ไหว กล่าวว่า 'พระเช่นเราไม่สมควรใกล้ชิดสตรี เป็นเรื่่่่องอันตรายอย่างยิ่ง ไยท่านทำเช่นนั้น?'
 
 
ทันซัน ตอบว่า 'อาตมาวางหญิงสาวคนนั้นไว้ที่นั่นแล้ว ท่านยังแบกอุ้มนางไว้อยู่อีกหรือ?'
 
 
 
เมื่อแรกอ่าน อาจจะต้องใช้เวลาสักพัก เพราะยังอยู่ในช่วงเกริ่นนำและอารัมภบท
 
แต่เมื่อได้ที่. คุณอาจจะวางหนังสือไม่ลงแล้วก็เป็นได้
 
"อะไรคือสิ่งที่มีค่าที่สุดในโลก"
 
"ศีรษะแมวตาย"
 
"ไยศีรษะแมวตายจึงมีค่าที่สุดในโลก"
 
"เพราะไม่มีใครตั้งราคามัน"
 
 
คุณวินทร์นำเสนอแก่นเซนที่แท้
 
ที่ไม่มีเปลือกของความงมงาย มัวเมาในวัตถุมาบดบัง
 
เซนแท้เป็นเรื่องง่าย
 
แสงสว่างในตัวเรา มิได้เกิดจากการจุดไฟ แต่มาจากการมองผ่านม่านกำยบังแล้วพบว่า มันสว่างตลอดเวลาอยู่แล้ว
 
 
 
 
ก่อนฝึกเซน แม่น้ำเป็นแม่น้ำ ภูเขาเป็นภูเขา
 
เมื่อปฏิบัติเซน จะเห็นว่า แม่น้ำไม่ใช่แม่น้ำ ภูเขาไม่ใช่ภูเขา
 
เมื่อบรรลุธรรม แม่น้ำก็เป็นแม่น้ำ ภูเขาก็เป็นภูเขา
 
นั่นคือ ผู้บรรลุซาโตริ(การบรรลุธรรม) ยังคงดำเนินชีวิตเยี่ยงคนทั่วไป
 
ไม่ยึดติดสภาวะใดๆ ไม่รู้สึกว่าตนเองเหนือกว่าใคร ไม่มีอะไรมาเป็นกรอบอีกต่อไป
 
เข้าใจเรื่องความว่าง และกลมกลืนกับความว่างนั้น นั่นคือ ใช้ชีวิตสามัญตามปัจจุบันขณะ
 
 
 
 
...ถามว่าทำไมต้องอ่านเซน?
 
คำตอบคือไม่จำเป็น
 
ทว่าการอ่านเซนจะเป็นประสบการณ์หนึ่งในการเข้าใจการดำรงอยู่ของเราในโลกนี้
 
เพราะเมื่อเห็นความไร้สาระของอัตตา ก็ทำให้โลกใบนี้เย็นลงทันที ซึ่งเป็นสิ่งที่หายากเหลือเกินในยุค เท่าไรก็ไม่พอ...

58.ยังเฟื้อ - นรา

posted on 17 Aug 2011 12:29 by linkable  in recommend
 
ช่วงหลัง ๆ เราได้อ่านคำสารภาพอย่างหมดเปลือกของนักวิจารณ์ภาพยนตร์อย่างคุณจ้อย-นรา
 
เขียนไม่ออก
 
ความคิดตีบตัน
 
ไม่ใช่ฝีมือนักเขียนของคุณจ้อยน้อยลดหดหายไปหรอกนะครับ
 
แต่เพราะเขา ค้นพบศิลปะชนิดหนึ่ง
 
และทำให้ตนเอง กลายเป็นคนลุ่มหลง คลั่งไคล้ จนถอนตัวไม่ขึ้น
 
ศิลปะที่ว่านั้นคือ "จิตรกรรมฝาผนังไทย"
 
 
 
ความลุ่มหลงที่ว่า ถึงขนาดนั่งดูจิตรกรรมฝาผนังได้เป็นวัน
 
ค้นคว้าเรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังได้เป็นเดือน
 
จนเบียดเบียนแทรกแทรงหน้าที่การงานเดิม
 
 
 
จนกระทั่งคุณจ้อยค้นพบเรื่องราวและรายละเอียดในชีวิตของอาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์
 
อาจารย์เฟื้อ ศิษย์เอกของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี อาจารย์เฟื้อผู้มีความสามารถในระดับศิลปินเอกของโลก
 
แต่ตลอดแทบทั้งชีวิต ท่านกลับละทิ้งความสามารถทางศิลปะร่วมสมัย
 
ทุ่มเทให้กับ การบูรณะซ่อมแซม คัดลอก ดูแลรักษาจิตรกรรมฝาผนัง
 
ซึ่งเป็นงานที่หนักหนาสาหัส แล้วน้อยคนจะเห็นคุณค่าของงานด้านนี้
 
 
 
ครั้งหนึ่ง มีการถกเถียงโต้แย้งกัน ถึงการซ่อมแซม บูรณะจิตรกรรมฝาผนังฝีมือครูช่างโบราณ ภายในวิหารหลวงวัดสุทัศน์
 
ญาติโยมที่บริจาคเงิน รวมถึงท่านเจ้าอาวาส และพระเถระทั้งหลาย ต่างก็ต้องการบูรณะภาพจิตรกรรมให้สมบูรณ์ โดยลบรอยชำรุดแหว่งวิ่นต่าง ๆ แล้วเขียนขึ้นใหม่ให้ครบเต็มทั้งผนัง
 
ในขณะที่อีกฝ่าย (เช่น อาจารย์วรรณิภา ณ สงขลา) เห็นว่าน่าจะทำเพียงแค่ขั้นตอนรักษาความสะอาด ผนึกชั้นสี และซ่อมแซมพื้นผิวบางส่วนของภาพจิตรกรรม
 
ส่วนบริเวณที่ชำรุดเสียหายไปแล้ว ควรปล่อยให้เป็นเช่นเดิม เพื่อรักษาหลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะ
 
จึงเกิดการประชุม เพื่อถกเถียงหาข้อสรุป
 
อาจารย์เฟื้อ เป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมประชุม และถ้อยคำของท่านก็แทบจะทำให้ผมน้ำตาไหล
 
"...คือเรื่องจิตรกรรมเป็นศิลปะ ออกมาทางเส้นทางสี พูดกันยากสักหน่อย เพราะโดยมากไม่ค่อยได้ใช้การสังเกต การพิจารณาไม่ค่อยจะรู้กัน ทีนี้จะเปรียบเทียบให้ฟังสักนิด คือเราเข้าใจกันมาก ในเรื่องทางกวี ทางวรรณคดี ทางหนังสือ ที่เราเข้าใจ พอจะเปรียบเทียบได้กระมัง
       
        สมมติว่า มีท่าน เอาละพูดง่าย ๆ ท่านสุนทรภู่ หรือกรมพระปรมานุชิตชิโนรส ท่านเป็นผู้ใหญ่ ท่านเป็นเอกในทางวรรณคดี ในทางกวี เขียนไว้ในสมุด ในหนังสือ หรือในกระดาษข่อยก็ตาม เผอิญมันมีการชำรุด หนูแทะแหว่งไป ไม่สมบูรณ์ เนื้อที่แหว่งไป เราควรไหมที่จะไปเพิ่ม
       
        คุณค่าของคำที่เป็นกวีออกไปนั้น ทุกคำ ทุกถ้อย ทุกตอน ที่มันขาดแหว่งไป เราจะไปเพิ่มได้หรือไม่ อันนี้ก็เหมือนกัน อันนี้มันเข้าขั้นบรมกวี แต่ออกไปทางจิตรกรรมเท่านั้น มันไม่เหมือนกัน ที่หนึ่ง ๆ วัดหนึ่ง ๆ ที่เห็น มีคุณค่าไม่เท่ากัน ที่มันไม่มีคุณค่าเลยก็มี อันนั้น ทำใหม่ก็ได้ล้างเสียเลย
       
        ทีนี้ขั้นที่ยอดสุดเป็นบรมกวีนั้น จะไปกระทบไม่ได้ จะแหว่งก็แหว่งไป ที่เหลือนั้นแหละเป็นประโยชน์มากสำหรับคนรุ่นหลังที่มีความรู้และความคิด จะได้ศึกษาต่อไป เป็นประโยชน์แก่เขา หรือถ้าเราไปเพิ่ม มือใครจะถึง ถึงกวีอีกคน ก็ทำไม่ได้ คนหนึ่งก็อย่างหนึ่ง เพิ่มเข้าไปเหมือนทำลาย และสิ่งที่เป็นคุณค่าศิลปะสูง ๆ เมื่อตายไปแล้ว ไม่มีทางกลับ.."
 
 
 
 
ความจริงแล้วเรื่องราวของอาจารย์เฟื้อ ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อตามทีผมคิดไว้เมื่อแรกเริ่มเลยสักนิด
 
ยิ่งเมื่อบวกรวมกับสำนวนภาษาอันอ่านง่าย อ่านสนุกของคุณนราด้วยแล้ว "ยังเฟื้อ" ถึงกับวางไม่ลงในบางช่วงบางตอนอยู่เหมือนกัน
 
ชีวิตของอาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ ควรค่าแก่การยกย่อง ไม่ว่าจะมองในมุมไหน
 
"เวลา 04.45 น. วันที่ 19 ตุลาคม 2536 ศาสตราจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ ศิลปินชั้นเยี่ยม, ศิลปินแห่งชาติ, ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาจิตรกรรม และราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ได้ถึงแก่กรรมด้วยภาวะติดเชื้อจากแผลกดทับและเส้นโลหิตในสมองตีบ"
 
วาณิช จรุงกิจอนันต์เขียนถึงเหตุการณ์นี้ว่า
 
"การสูญเสียอาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ เป็นการสูญเสียที่ใหญ่หลวงสำหรับแวดวงศิลปะในเมืองไทย และเป็นการสูญเสียที่ใหญ่หลวงสำหรับคนไทยทั่วไปโดยส่วนรวม แม้ว่าคนไทยทั่วไปโดยส่วนรวมอาจจะไม่ค่อยรู้สึก"
 
 
 
ขออนุญาตยกถ้อยคำของอาจารย์เฟื้อท่านมาปิดท้าย
 
ถ้อยคำที่บ่งบอกได้ถึงทั้งความตั้งใจ ความใส่ใจ และหัวใจอันยิ่งใหญ่ ตลอดชีวิตที่ท่านทุ่มเทให้กับการอนุรักษ์ศิลปะไทย
 
"สิ่งที่เราเสียไปแล้วมันก็กลับไม่ได้ สิ่งที่ยังอยู่เราควรรักษาให้อยู่นานเท่านาน มีหลักเท่านี้แหละ"
 
ผมอยู่ข้างหลังคุณ.
 
ผมสะดุดสายตาทันที. ครั้งแรกที่เห็นนามปากกานี้
 
หลายคนคงรู้จักดี นอกเหนือจากหน้าที่แพทย์ที่ทำอยู่ เขายังเป็นนักวิจารณ์ภาพยนตร์
 
บทวิจารณ์ของเขา มีเสน่ห์เฉพาะตัว
 
เขาใช้มุมมองด้านจิตวิทยาที่มีอยู่ มาใช้วิเคราะห์ตัวละคร
 
ปูมหลัง มูลเหตุ แรงจูงใจ
 
มองให้ลึก
 
 
 
จะว่าไป ด้วยลักษณะงานเขียนแบบนี้ ทำให้ผมไม่ค่อยได้อ่านงานของเขาสักเท่าไร
 
เนื่องด้วยความที่งานเขียนเป็นการวิเคราะห์เบื้องลึกเบื้องหลัง จึงทำให้ต้องเปิดเผยความลับหรือจุดหักเหสำคัญของเรื่อง
 
งานของเขา จึงเหมาะกับผู้ที่ชมภาพยนตร์มาแล้วเสียมากกว่า
 
 
 
หนังสือเล่มล่าสุดของเขา
 
ว่าด้วย "ชีวิตในโลกยุคนี้"
 
ชีวิตที่ขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วด้วยวัตถุสิ่งของ
 
iphone, blackberry, facebook, twitter, webboard
 
โลกที่หมุนเร็วขึ้น
 
แต่คนเข้าใจกันน้อยลง
 
"ความเร็วนี่เองเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความขัดแย้งหรือความรุนแรงในสังคมถูกจุดขึ้นภายในพริบตา สิ่งที่คิดแค่ฉับพลัน อารมณ์โกรธเกลียดที่ผุดขึ้นมาในชั่ววินาที แค่พิมพ์ลงไปสามารถนำไปสู่การจุดปะทุอารมณ์ จนถึงขั้นตัดเพื่อน ตัดความสัมพันธ์"
 
 
 
เขาวิเคราะห์ความเป็นไปในปัจจุบัน โดยใช้การมองรอบด้าน มองให้เห็นอย่างลึกซึ้ง
 
เขาสะท้อนมุมมองหลายอย่าง ที่เราอาจลืมหลงไป
 
หลายครั้งเขาหยิบยกตัวอย่างเปรียบเทียบ ชี้ชวนให้่เราทำความเข้าใจ
 
ไม่หลง ในความเป็นไปของโลกยุคปัจจุบัน
 
รวมถึงบางทีก็ตีแสกหน้า เมื่อเราเองก็กลายเป็นหนึ่งในนั้น
 
หนึ่งในผู้มีพฤติกรรมแห่งโลกยุคใหม่
 
 
 
จะว่าไป ถ้อยคำในปกหลัง คงใช้สรุปถึงหนังสือเล่มนี้ได้ดีที่สุดแล้ว.
 
"เมื่อก่อนคำถามว่า ‘อยู่ที่ไหน อยู่กับใคร ทำอะไรอยู่’ เป็นคำถามที่ทำให้หลายคนหงุดหงิ​ดรำคาญใจรู้สึกเหมือนกำลังถูกบุกรุกความ​เป็นส่วนตัวไม่น่าเชื่อ
 
ทุกวันนี้คำถามเดียวกัน ไม่ต้องรอให้ใครถามเรากลับเป็นคนประกาศเอง"