58.ยังเฟื้อ - นรา

posted on 17 Aug 2011 12:29 by linkable
 
ช่วงหลัง ๆ เราได้อ่านคำสารภาพอย่างหมดเปลือกของนักวิจารณ์ภาพยนตร์อย่างคุณจ้อย-นรา
 
เขียนไม่ออก
 
ความคิดตีบตัน
 
ไม่ใช่ฝีมือนักเขียนของคุณจ้อยน้อยลดหดหายไปหรอกนะครับ
 
แต่เพราะเขา ค้นพบศิลปะชนิดหนึ่ง
 
และทำให้ตนเอง กลายเป็นคนลุ่มหลง คลั่งไคล้ จนถอนตัวไม่ขึ้น
 
ศิลปะที่ว่านั้นคือ "จิตรกรรมฝาผนังไทย"
 
 
 
ความลุ่มหลงที่ว่า ถึงขนาดนั่งดูจิตรกรรมฝาผนังได้เป็นวัน
 
ค้นคว้าเรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังได้เป็นเดือน
 
จนเบียดเบียนแทรกแทรงหน้าที่การงานเดิม
 
 
 
จนกระทั่งคุณจ้อยค้นพบเรื่องราวและรายละเอียดในชีวิตของอาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์
 
อาจารย์เฟื้อ ศิษย์เอกของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี อาจารย์เฟื้อผู้มีความสามารถในระดับศิลปินเอกของโลก
 
แต่ตลอดแทบทั้งชีวิต ท่านกลับละทิ้งความสามารถทางศิลปะร่วมสมัย
 
ทุ่มเทให้กับ การบูรณะซ่อมแซม คัดลอก ดูแลรักษาจิตรกรรมฝาผนัง
 
ซึ่งเป็นงานที่หนักหนาสาหัส แล้วน้อยคนจะเห็นคุณค่าของงานด้านนี้
 
 
 
ครั้งหนึ่ง มีการถกเถียงโต้แย้งกัน ถึงการซ่อมแซม บูรณะจิตรกรรมฝาผนังฝีมือครูช่างโบราณ ภายในวิหารหลวงวัดสุทัศน์
 
ญาติโยมที่บริจาคเงิน รวมถึงท่านเจ้าอาวาส และพระเถระทั้งหลาย ต่างก็ต้องการบูรณะภาพจิตรกรรมให้สมบูรณ์ โดยลบรอยชำรุดแหว่งวิ่นต่าง ๆ แล้วเขียนขึ้นใหม่ให้ครบเต็มทั้งผนัง
 
ในขณะที่อีกฝ่าย (เช่น อาจารย์วรรณิภา ณ สงขลา) เห็นว่าน่าจะทำเพียงแค่ขั้นตอนรักษาความสะอาด ผนึกชั้นสี และซ่อมแซมพื้นผิวบางส่วนของภาพจิตรกรรม
 
ส่วนบริเวณที่ชำรุดเสียหายไปแล้ว ควรปล่อยให้เป็นเช่นเดิม เพื่อรักษาหลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะ
 
จึงเกิดการประชุม เพื่อถกเถียงหาข้อสรุป
 
อาจารย์เฟื้อ เป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมประชุม และถ้อยคำของท่านก็แทบจะทำให้ผมน้ำตาไหล
 
"...คือเรื่องจิตรกรรมเป็นศิลปะ ออกมาทางเส้นทางสี พูดกันยากสักหน่อย เพราะโดยมากไม่ค่อยได้ใช้การสังเกต การพิจารณาไม่ค่อยจะรู้กัน ทีนี้จะเปรียบเทียบให้ฟังสักนิด คือเราเข้าใจกันมาก ในเรื่องทางกวี ทางวรรณคดี ทางหนังสือ ที่เราเข้าใจ พอจะเปรียบเทียบได้กระมัง
       
        สมมติว่า มีท่าน เอาละพูดง่าย ๆ ท่านสุนทรภู่ หรือกรมพระปรมานุชิตชิโนรส ท่านเป็นผู้ใหญ่ ท่านเป็นเอกในทางวรรณคดี ในทางกวี เขียนไว้ในสมุด ในหนังสือ หรือในกระดาษข่อยก็ตาม เผอิญมันมีการชำรุด หนูแทะแหว่งไป ไม่สมบูรณ์ เนื้อที่แหว่งไป เราควรไหมที่จะไปเพิ่ม
       
        คุณค่าของคำที่เป็นกวีออกไปนั้น ทุกคำ ทุกถ้อย ทุกตอน ที่มันขาดแหว่งไป เราจะไปเพิ่มได้หรือไม่ อันนี้ก็เหมือนกัน อันนี้มันเข้าขั้นบรมกวี แต่ออกไปทางจิตรกรรมเท่านั้น มันไม่เหมือนกัน ที่หนึ่ง ๆ วัดหนึ่ง ๆ ที่เห็น มีคุณค่าไม่เท่ากัน ที่มันไม่มีคุณค่าเลยก็มี อันนั้น ทำใหม่ก็ได้ล้างเสียเลย
       
        ทีนี้ขั้นที่ยอดสุดเป็นบรมกวีนั้น จะไปกระทบไม่ได้ จะแหว่งก็แหว่งไป ที่เหลือนั้นแหละเป็นประโยชน์มากสำหรับคนรุ่นหลังที่มีความรู้และความคิด จะได้ศึกษาต่อไป เป็นประโยชน์แก่เขา หรือถ้าเราไปเพิ่ม มือใครจะถึง ถึงกวีอีกคน ก็ทำไม่ได้ คนหนึ่งก็อย่างหนึ่ง เพิ่มเข้าไปเหมือนทำลาย และสิ่งที่เป็นคุณค่าศิลปะสูง ๆ เมื่อตายไปแล้ว ไม่มีทางกลับ.."
 
 
 
 
ความจริงแล้วเรื่องราวของอาจารย์เฟื้อ ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อตามทีผมคิดไว้เมื่อแรกเริ่มเลยสักนิด
 
ยิ่งเมื่อบวกรวมกับสำนวนภาษาอันอ่านง่าย อ่านสนุกของคุณนราด้วยแล้ว "ยังเฟื้อ" ถึงกับวางไม่ลงในบางช่วงบางตอนอยู่เหมือนกัน
 
ชีวิตของอาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ ควรค่าแก่การยกย่อง ไม่ว่าจะมองในมุมไหน
 
"เวลา 04.45 น. วันที่ 19 ตุลาคม 2536 ศาสตราจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ ศิลปินชั้นเยี่ยม, ศิลปินแห่งชาติ, ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาจิตรกรรม และราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ได้ถึงแก่กรรมด้วยภาวะติดเชื้อจากแผลกดทับและเส้นโลหิตในสมองตีบ"
 
วาณิช จรุงกิจอนันต์เขียนถึงเหตุการณ์นี้ว่า
 
"การสูญเสียอาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ เป็นการสูญเสียที่ใหญ่หลวงสำหรับแวดวงศิลปะในเมืองไทย และเป็นการสูญเสียที่ใหญ่หลวงสำหรับคนไทยทั่วไปโดยส่วนรวม แม้ว่าคนไทยทั่วไปโดยส่วนรวมอาจจะไม่ค่อยรู้สึก"
 
 
 
ขออนุญาตยกถ้อยคำของอาจารย์เฟื้อท่านมาปิดท้าย
 
ถ้อยคำที่บ่งบอกได้ถึงทั้งความตั้งใจ ความใส่ใจ และหัวใจอันยิ่งใหญ่ ตลอดชีวิตที่ท่านทุ่มเทให้กับการอนุรักษ์ศิลปะไทย
 
"สิ่งที่เราเสียไปแล้วมันก็กลับไม่ได้ สิ่งที่ยังอยู่เราควรรักษาให้อยู่นานเท่านาน มีหลักเท่านี้แหละ"
 
ผมอยู่ข้างหลังคุณ.
 
ผมสะดุดสายตาทันที. ครั้งแรกที่เห็นนามปากกานี้
 
หลายคนคงรู้จักดี นอกเหนือจากหน้าที่แพทย์ที่ทำอยู่ เขายังเป็นนักวิจารณ์ภาพยนตร์
 
บทวิจารณ์ของเขา มีเสน่ห์เฉพาะตัว
 
เขาใช้มุมมองด้านจิตวิทยาที่มีอยู่ มาใช้วิเคราะห์ตัวละคร
 
ปูมหลัง มูลเหตุ แรงจูงใจ
 
มองให้ลึก
 
 
 
จะว่าไป ด้วยลักษณะงานเขียนแบบนี้ ทำให้ผมไม่ค่อยได้อ่านงานของเขาสักเท่าไร
 
เนื่องด้วยความที่งานเขียนเป็นการวิเคราะห์เบื้องลึกเบื้องหลัง จึงทำให้ต้องเปิดเผยความลับหรือจุดหักเหสำคัญของเรื่อง
 
งานของเขา จึงเหมาะกับผู้ที่ชมภาพยนตร์มาแล้วเสียมากกว่า
 
 
 
หนังสือเล่มล่าสุดของเขา
 
ว่าด้วย "ชีวิตในโลกยุคนี้"
 
ชีวิตที่ขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วด้วยวัตถุสิ่งของ
 
iphone, blackberry, facebook, twitter, webboard
 
โลกที่หมุนเร็วขึ้น
 
แต่คนเข้าใจกันน้อยลง
 
"ความเร็วนี่เองเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความขัดแย้งหรือความรุนแรงในสังคมถูกจุดขึ้นภายในพริบตา สิ่งที่คิดแค่ฉับพลัน อารมณ์โกรธเกลียดที่ผุดขึ้นมาในชั่ววินาที แค่พิมพ์ลงไปสามารถนำไปสู่การจุดปะทุอารมณ์ จนถึงขั้นตัดเพื่อน ตัดความสัมพันธ์"
 
 
 
เขาวิเคราะห์ความเป็นไปในปัจจุบัน โดยใช้การมองรอบด้าน มองให้เห็นอย่างลึกซึ้ง
 
เขาสะท้อนมุมมองหลายอย่าง ที่เราอาจลืมหลงไป
 
หลายครั้งเขาหยิบยกตัวอย่างเปรียบเทียบ ชี้ชวนให้่เราทำความเข้าใจ
 
ไม่หลง ในความเป็นไปของโลกยุคปัจจุบัน
 
รวมถึงบางทีก็ตีแสกหน้า เมื่อเราเองก็กลายเป็นหนึ่งในนั้น
 
หนึ่งในผู้มีพฤติกรรมแห่งโลกยุคใหม่
 
 
 
จะว่าไป ถ้อยคำในปกหลัง คงใช้สรุปถึงหนังสือเล่มนี้ได้ดีที่สุดแล้ว.
 
"เมื่อก่อนคำถามว่า ‘อยู่ที่ไหน อยู่กับใคร ทำอะไรอยู่’ เป็นคำถามที่ทำให้หลายคนหงุดหงิ​ดรำคาญใจรู้สึกเหมือนกำลังถูกบุกรุกความ​เป็นส่วนตัวไม่น่าเชื่อ
 
ทุกวันนี้คำถามเดียวกัน ไม่ต้องรอให้ใครถามเรากลับเป็นคนประกาศเอง"

56. monster - naoki urasawa

posted on 12 Aug 2011 04:36 by linkable

ก่อน 20th century boys, Naoki Urasawa โด่งดังเป็นที่รู้จักมาจากการ์ตูนเรื่อง monster ครับ
 
ใครที่เป็นคอการ์ตูนคงเคยอ่านกันมาแล้ว, สำหรับผู้ที่ยัง, ลองฟังเรื่องย่อครับ.
 
นายแพทย์คนหนึ่ง.
 
ต้องเลือกทำการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน ระหว่างเด็กชายกับนายกเทศมนตรี ทั้งคู่่อยู่ในอาการบาดเจ็บสาหัสปางตาย
 
และเขาเลือกเด็กชาย ขัดคำสั่งของทางโรงพยาบาล ด้วยเหตุผลว่าเด็กชายมาถึงโรงพยาบาลก่อน
 
 
 
หลายปีผ่านไป.
 
เด็กชายคนนั้น เติบโตขึ้นมาเป็นฆาตกรอำมหิต
 
และเขากลับเข้ามาในวงจรชีวิตนายแพทย์อีกครั้ง...
 
 
 
มิใช่เพียงแค่ประเด็นอันน่าสนใจ ว่าด้วยความเป็นมนุษย์อันเป็นขั้วตรงข้ามกันเท่านั้น ผู้เขียนยังเล่นกับความหมายทางสัญลักษณ์ได้อย่างสนุกสนาน ทั้งความหมายของ "การช่วยชีวิต", ความดีงามและความเลวทรามต้ำช้า, รวมถึงสถานที่ดำเนินเรื่องอย่างเยอรมันยุคก่อนและหลังกำแพงเบอร์ลินล่มสลาย
 
ตัวละครในเรื่องเมื่อแรกอ่านจะพบว่าเป็นเสมือนขั้วตรงข้ามของกันและกัน
 
แต่เมื่อเรื่องดำเนินไป เราจะพบว่าตัวละครแต่ละตัวเริ่มคาบเกี่ยว โยงใย ผูกพันไปในพื้นที่ของอีกฝ่าย
 
คนดีก็พร้อมที่จะกลายเป็นคนชั่วช้าสามานย์
 
คนเลวก็กลับกลายว่าได้ทำคุณงามความดีอันยิ่งใหญ่ในชีวิต
 
 
 
ผู้เขียนเล่นกับ "เส้นแบ่งอันคลุมเครือ" นี้ได้อย่างน่าสนใจ
 
เมื่อผสมกับลายเส้นอันเคร่งขรึม เนื้อเรื่องอันเข้มข้นก็พลอยน่าติดตามขึ้นมา
 
จัดเป็นหนังสือที่แนะนำอีกเล่มครับ เหมาะสำหรับผู้ที่รู้สึกว่าการ์ตูนเป็นเพียงแค่สิ่งไร้สาระ
 
แล้วความคิดคุณจะเปลี่ยนไป.

 

หนังสือเล่มเล็กของนิ้วกลม.
 
ว่าด้วยเรื่องของความสุข.
 
นิ้วกลมเขียนคอลัมน์ให้ มติชนสุดสัปดาห์ มาได้ระยะหนึ่งแล้ว.
 
แต่ละบทความของเขา.
 
เล่าเรื่องง่าย. ใช้ภาษาง่าย.
 
ทว่าเปี่ยมด้วยความคมคาย.
 
"ยอมรับตามตรงว่า วันแรกที่นั่งลงเขียนต้นฉบับเพื่อส่งมายังมติชนสุดสัปดาห์ (เวทีในฝันของผม) นั้น
 
ผมก็เกร็งจนกล้ามก้นระบมอยู่เหมือนกัน
 
 เมื่อนึกหน้าคุณลุง คุณป้า คุณน้า คุณอา คุณพี่ที่กำลังอ่านอยู่ อาการก็กำเริบขึ้นทันที
 
เขียนอะไรก็รู้สึกว่ายังไม่ดีเขียนๆ ลบๆ

ด้วยความเกร็งและกลัว

จากวันนั้นถึงวันนี้เกือบสองปีมาแล้ว
 

ความเกร็งคลี่คลายลงไปมาก ตะคริวที่กล้ามก้นไม่แข็งเขม็งดังเดิม
 

เริ่มต้นคอลัมน์ใหม่ ถางหญ้า

เตรียมแปลงสวนให้ร่วนซุย

เตรียมปุ๋ยธรรมชาติ ตระเตรียมพละกำลัง
พร้อมหว่านเมล็ดพันธุ์ รดน้ำ
 

ตัดแต่งกิ่งก้านใบ โบกมือไล่แมลง
 

ลงมือปลูกผลงานในสวนอักษรอีกครั้ง
 

ปลูกอย่างเบิกบาน
 
ปล่อยให้ผลงานโตตามธรรมชาติ"
 
 
 
นิ้วกลมหยิบ "เรื่องเล็ก ๆ" มาพูดถึง.
 
เรื่องที่บ่อยครั้ง. เรามักจะมองผ่านมันไป.
 
ทุกเรื่องราว. มี "อะไร" อยู่ในนั้นเสมอ.
 
ขึ้นอยู่กับเรา. ว่าจะมองมันเป็นอะไร.
 
 
 
ความสุขก็เช่นกัน.
 
มันเป็นสิ่งที่คนต่างตามหา.
 
โดยไม่ทันมองดูว่า. มันอยู่รอบตัวเรา.
 
หรือบางครั้ง เราก็มีมันอยู่แล้ว.
 
 
 
ความสุข. คืออะไร.
 
"ความสุข" อาจหมายถึงการได้มีโลกส่วนตัวก็เป็นได้

"ความสุข" อาจหมายถึงการได้อยู่กับคนที่เรารัก
 
"ความสุข" อาจเกิดจากการได้สัมผัสส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

"ความสุข" อาจเกิดจากการที่เรามีสมาธิกับอะไรสักอย่าง

"ความสุข" อาจเกิดจากการได้พบคนที่ไปด้วยกันได้

"ความสุข" อาจเกิดขึ้นเมื่อได้ทำเพื่อคนที่เรารัก

 

 
 


ความสุข. อาจไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด.
 
สังเกตสิครับ.

 

เรือรักที่จมลงในถ้วยกาแฟ เริ่มด้วยการหายไปของถ้วยกาแฟใบหนึ่ง.
 
จากนั้น. คนอ่านก็ถูกชักนำเข้าสู่อีกโลกหนึ่ง.
 
 
 
หลายปีก่อน. ผมเกือบไม่ได้อ่านงานของ อ.ต้น
 
เพราะได้ยินคำวิจารณ์ว่า เขาคือ "มูราคามิเมืองไทย"
 
จะชมหรือติก็ไม่อาจทราบได้ แต่หลังจากที่อ่านก็พบว่า อ.ต้น ไม่ใช่มูราคามิ
 
เขาคือ "อนุสรณ์ ติปยานนท์"
 
งานเขียนของเขาเป็นลักษณะเฉพาะตัว
 
อารมณ์ล่องลอย. บรรยากาศอบอวลด้วยความหม่นมัว.
 
รวมถึงองค์ประกอบแปลกแปร่งที่ถูกใส่เข้ามาในฉับพลันขณะ.
 
คล้ายกับมูราคามิก็จริง.
 
แต่ไม่ใช่.
 
ตัวหนังสือของเขามีเสน่ห์ในอีกรูปแบบหนึ่ง.
 
ความแปลกประหลาดที่เหมือนจะอยู่นอกเหนือจากเรื่อง. เปลี่ยนไป.
 
เมื่อผู้อ่านได้ล่วงล้ำเข้าสู่โลกแห่งตัวหนังสือนั้นแล้ว
 
ก็กลับกลมกลืน. อย่าง-ประหลาด.
 
 
 
ผู้หญิง.
 
หมากรุกจีน.
 
เสียงเพลงอันกังวาน.
 
ตารางหมากรุกพิสดาร.
 
สภาวะกึ่งจริงกึ่งฝัน. ไม่ใช่ความแปลกแปร่งอีกต่อไป.
 
เยื่อใยความรักที่ค่อย ๆ จมลงก็เช่นกัน.
 
 
 
เรือรักที่จมลงในถ้วยกาแฟ เคยอยู่ใน "นิมิตต์วิกาล" มาก่อนหน้านี้.
 
ผมอ่านเป็นครั้งที่สองแล้ว
 
แต่รสชาติที่ได้รับไม่เจือจางแม้แต่น้อยเลยครับ.

 

ในพื้นที่ กรอบหนึ่งกรอบของการ์ตูน.

มีอะไรมากมายอยู่ในนั้น.

ขึ้นอยู่กับว่าจะใส่อะไรลงไป.


 

กรอบของวิศุทธิ์ พรนิมิตร มีรายละเอียดไม่มาก.

แต่ก็ไม่น้อย.


 

ใครที่คุ้นกับ hesheit การ์ตูนที่มีลายเส้นดิบและหยาบของคุณตั้ม-วิศุทธิ์ คงเข้าใจถึงความหมายดี

วิศุทธิ์ไม่เน้นเรื่องลายเส้นหรือเนื้อเรื่อง.

แต่ปล่อยให้เรื่องดำเนินไปตามวิถีที่มันเป็น.


เสมือนเข้าเป็นผู้อ่านอีกคนหนึ่ง.


 

ใน "โรมานซ์" แม้ลายเส้นจะละเอียดมากขึ้น.

แต่เห็นได้ชัดว่า วิศุทธิ์ยังคง "ง่าย" อยู่.

วาดง่าย. เล่นง่าย. เรื่องง่าย.

ทว่ายังคมคายไม่เปลี่ยนแปลง.


 

ความง่ายของ "โรมานซ์" เปิดโอกาสให้สารที่สือออกมานั้นเข้าถึงง่ายไปด้วย

แม้บางตอนจะให้รายละเอียดแต่เพียงน้อย แต่ความรู้สึกที่ได้กลับล้นเหลือ.

แม้บางบทจะไม่มีแม้คำพูดใด แต่เรื่องราวที่มีอยู่มันก็ยากเกินบรรยายด้วยตัวอักษรตัวไหน


 

กรอบของวิศุทธิ์. เป็นมากกว่ากรอบ.

เหนือนอื่นใด. นอกจากความแยบยลคมคายที่มีอยู่.

วิศุทธิ์สามารถทำให้คนอ่านรู้สึก "โรมานซ์" ได้จริง ๆ


 

เอาแค่ประโยค "ช็อกโกแลตละลาย แต่รักไม่หาย"

คุณเองคงพอจะเห็นภาพบ้างแล้ว.


 

เมื่อสี่ปีที่แล้ว ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยเหตุผลที่ว่า มันกำลังจะถูกสร้างเป็นภาพยนตร์.
 
ก่อนจะพบว่า "นี่ข้าไปอยู่ไหนมา ?"
 
 
 
The Reader ของ Bernhard Schlink เป็นนวนิยายที่เล่าถึงความรักที่คาบเกี่ยวกับประเด็นทางจริยธรรม
 
ด้วยการแบ่งเรื่องออกเป็นเพียงบทสั้น ๆ ทำให้การอ่าน The Reader เป็นไปอย่างลื่นไหลและรวดเร็ว
 
บทหนึ่งจบ. ชวนให้อยากอ่านบทต่อไป.
 
 
 
เนื้อเรื่องถูกแบ่งออกเป็นสามภาคใหญ่
 
ภาคแรกว่าด้วยความสัมพันธ์ของชายหนุ่มกับหญิงสาว ที่อายุห่างกันกว่า 20 ปี
 
สัมพันธ์สวาทของทั้งคู่ ต้องถูกปิดบังและหลบซ่อนจากผู้คนในสังคม
 
ก่อนที่จะจากกัน.
 
ภาคสองเป็นเหตุการณ์เมื่อชายหนุ่มเป็นนักศึกษา และต้องร่วมเข้ารับฟังการไต่สวนคดีค่ายกักกันเอาชวิตช์
 
ครั้งนี้ทั้งคู่กลับมาพบกันอีกครั้ง. แต่ในสถานะที่ต่างออกไป.
 
ซึ่งนำไปสู่เนื้อหาในภาคที่สาม
 
ที่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เกิดขึ้นอีกครั้ง. ในรูปแบบที่ไม่เหมือนเดิม.
 
ทุกภาคส่วน. มีสิ่งหนึ่งที่เป็นส่วนประกอบในความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่.
 
การอ่านหนังสือ.
 
 
 
The Reader มีสำนวนภาษาอันละเมียดละไม ทั้งที่เนื้อหาในหลายตอนนั้น ค่อนข้างแรง และละเอียดอ่อนเปราะบาง
 
ทั้งประเด็นศีลธรรมและจริยธรรม การตั้งคำถามถึงสถานภาพทางสังคม.
 
โดยเฉพาะเรื่องราวในชั้นศาล ที่ตั้งคำถามกับคนอ่านอย่างตรงไปตรงมา ถึงการเลือกตัดสินใจของตัวละครตัวหนึ่ง
 
คำตอบที่แต่ละคนได้. ย่อมออกมาไม่เหมือนกัน
 
ทีสำคัญคือ. ไม่มีคำตอบใดผิด.
 
 
 
นี่คือหนังสือที่จะทำให้คุณสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดและความงดงาม. ในแง่มุมที่อาจไม่เคยสัมผัส.
 
ความจริง. บางทีก็โหดร้าย.
 
แต่มันคือความจริง.
 
"การชี้มือไปยังคนทำผิดไม่ได้ช่วยให้เราหลุดพ้นจากความอับอาย"